กรอกข้อมูล → ได้หนังสือเตือนพร้อมพิมพ์ และคำนวณให้ว่าหนังสือฉบับนี้ มีผลบังคับได้ถึงวันไหน โดยนับหนึ่งปีจากวันที่ลูกจ้างกระทำผิด ไม่ใช่วันที่ออกหนังสือ
สมัครฟรีในไม่ถึงนาที ไม่ต้องใส่บัตรเครดิต — แล้วใช้ได้ทั้ง 196 เครื่องมือ
ทุกบัญชีได้เครดิตฟรีวันละ 5 สะสมได้ถึง 15 · งานละ 1 เครดิต
ใส่ข้อมูล พิมพ์หรือวางลงในช่อง — ไม่ต้องอัปโหลด ไม่ต้องรอคิว
เห็นผลทันที ผลลัพธ์อัปเดตตอนพิมพ์ เพราะคำนวณในเครื่องคุณเอง
คัดลอกไปใช้ กดคัดลอกแล้ววางต่อได้เลย ปิดหน้าเว็บแล้วข้อมูลหายไปพร้อมกัน
อยากพิสูจน์เอง? ปิด Wi-Fi หรือถอดสายเน็ต แล้วลองใช้เครื่องมือนี้ดู — มันยังทำงานได้ตามปกติ เพราะไม่มีอะไรต้องส่งไปไหน · ส่วนการเปิดหน้านี้ใหม่ตอนไม่มีเน็ตมีเงื่อนไขอยู่ ไม่ได้ได้ทุกกรณี
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4) วรรคสอง เขียนไว้ว่า “หนังสือเตือนให้มีผลบังคับได้ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างได้กระทำผิด” · จุดที่บทความทั่วอินเทอร์เน็ตเขียนคลาดกันบ่อยที่สุดคือไปนับจาก “วันที่ออกหนังสือ” ซึ่งไม่ตรงกับถ้อยคำในตัวบท — ตัวบทผูกไว้กับ <b>วันที่ลูกจ้างได้กระทำผิด</b> แปลว่าถ้าเรื่องเกิดวันที่ 3 มีนาคม แล้วนายจ้างเพิ่งออกหนังสือวันที่ 3 กันยายน ช่วงเวลาที่เหลือให้ยกหนังสือฉบับนั้นมาอ้างจะเหลือเพียงราวหกเดือนเท่านั้น ไม่ใช่หนึ่งปีเต็ม · เครื่องมือนี้จึงคำนวณวันครบกำหนดจากวันที่กระทำผิดให้ และจะขึ้นคำเตือนถ้าวันออกหนังสือ ห่างจากวันเกิดเหตุมาก · เมื่อพ้นกำหนดนี้แล้ว จะยกหนังสือฉบับนั้นมาใช้เป็นเหตุเลิกจ้าง โดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 (4) ไม่ได้
กฎหมายไม่ได้กำหนดหน้าตาหรือแบบฟอร์มของหนังสือเตือนไว้เลย สิ่งที่มาตรา 119 (4) กำหนดคือ <b>องค์ประกอบ</b> ของเหตุเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ซึ่งอ่านจากตัวบทได้ว่า ต้องเป็นการ “ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว” · เครื่องมือนี้จึงบังคับให้กรอกช่อง “ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งข้อที่ฝ่าฝืน” เพราะถ้าหนังสือเตือนไม่ได้บอกว่าฝ่าฝืนอะไร มันก็ทำหน้าที่ตามองค์ประกอบนี้ไม่ได้ · และขอย้ำถ้อยคำอีกท่อนที่คนมักข้าม คือข้อบังคับหรือคำสั่งนั้นต้อง “ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม” การเตือนเรื่องที่นายจ้างสั่งเกินกว่าที่กฎหมายให้สั่งได้ จึงไม่เข้าองค์ประกอบนี้ · ส่วนถ้อยคำอื่น ๆ ในเอกสารเป็นแบบฟอร์มตั้งต้นที่เราจัดวางให้ ไม่ใช่แบบที่กฎหมายกำหนด และไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย ถ้าเรื่องมีข้อพิพาทควรปรึกษาผู้รู้หรือกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
เรื่องนี้ตอบแทนไม่ได้และเราจะไม่ตอบ เพราะขึ้นกับข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี สิ่งที่เราทำได้คือยกตัวบทมาให้อ่านเองตรง ๆ · มาตรา 119 (4) วางองค์ประกอบไว้สี่ท่อน คือ (ก) มีการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้าง (ข) ข้อบังคับหรือคำสั่งนั้นชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม (ค) นายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว และ (ง) หนังสือเตือนนั้นยังอยู่ในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างได้กระทำผิด · ตัวบทยังเขียนต่อว่า “เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรง นายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน” ซึ่งคำว่าร้ายแรงไม่ได้ถูกนิยามไว้ในมาตรานี้ เราจึงไม่สรุปแทนคุณว่าเรื่องของคุณเข้าข้อยกเว้นนั้นหรือไม่ · อีกจุดที่ควรรู้ไว้คู่กันคือมาตรา 119 วรรคท้ายกำหนดว่า ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง หรือไม่ได้แจ้งเหตุให้ลูกจ้างทราบในขณะที่เลิกจ้าง จะยกเหตุนั้นขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ จุดนั้นอยู่ในเครื่องมือหนังสือบอกเลิกจ้างที่แยกไว้ต่างหาก
เครื่องมือนี้เว้นช่องลงลายมือชื่อไว้สามช่องคือผู้ออกหนังสือ ผู้รับทราบ และพยาน ช่องพยานมีไว้สำหรับกรณีที่พบบ่อยที่สุดคือลูกจ้างปฏิเสธที่จะลงชื่อ ซึ่งในทางปฏิบัตินายจ้างมักให้ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์บันทึกไว้ว่าได้อ่านและส่งมอบหนังสือให้แล้ว แต่การปฏิเสธไม่ลงชื่อจะมีผลอย่างไรเป็นเรื่องของข้อเท็จจริงรายกรณี เราไม่สรุปแทน · ส่วนข้อมูลที่กรอก ทั้งชื่อพนักงาน ตำแหน่ง และรายละเอียดพฤติกรรมที่ถูกกล่าวหา ถูกประกอบเป็นเอกสารด้วยจาวาสคริปต์ในเบราว์เซอร์ของคุณเอง ไม่มีการอัปโหลด ไม่ผ่านเซิร์ฟเวอร์เรา ไม่เข้าคิว และเราไม่บันทึกร่างให้อัตโนมัติ ซึ่งสำคัญเป็นพิเศษกับเอกสารชนิดนี้ เพราะมันคือคำกล่าวหาที่มีชื่อคนจริงติดอยู่
ต้องเข้าสู่ระบบก่อนถึงจะส่งได้ — เพื่อให้เรารู้ว่าใครเจอปัญหา และกันข้อความอัตโนมัติโดยไม่ต้องให้คุณมานั่งพิสูจน์ว่าไม่ใช่บอท เข้าสู่ระบบ