AliceLiumWork Smarter · Finish Faster

แปลงไฟล์เสียง เป็น MP3

แปลงเสียงทุกนามสกุลเป็น MP3, M4A, WAV, FLAC หรือ OGG — ลากคลิปวิดีโอมาก็ได้ ระบบดึงเฉพาะเสียงให้

เข้าสู่ระบบเพื่อใช้เครื่องมือนี้ — ฟรี

สมัครฟรีในไม่ถึงนาที ไม่ต้องใส่บัตรเครดิต — แล้วใช้ได้ทั้ง 196 เครื่องมือ

ไม่มีลายน้ำ เก็บเครื่องมือที่ใช้บ่อย
เริ่มด้วย Google
ฟรี ไม่มีโฆษณา

ทุกบัญชีได้เครดิตฟรีวันละ 5 สะสมได้ถึง 15 · งานละ 1 เครดิต

รองรับ MP3 · M4A · WAV · OGG · FLAC · AAC · AMR · audio/x-ms-wma · MP4 · MOV · MKV · WEBM · AVI · 3GP · M4V · video/mp2t ไฟล์สูงสุด 50MB ไฟล์ลบอัตโนมัติใน 1 ชั่วโมง ไม่มีมนุษย์เข้าถึงไฟล์ของคุณ
ติดตรงไหน?
1

เลือกไฟล์ ลากมาวางหรือกดเลือกจากเครื่อง — สูงสุด 50MB

2

ตั้งค่า ปรับตัวเลือกให้ตรงกับงานของคุณ แล้วกดปุ่ม “เริ่มแปลงไฟล์เสียง เป็น MP3”

3

ดาวน์โหลด เสร็จแล้วกดโหลดได้ทันที — ไฟล์ถูกลบอัตโนมัติใน 1 ชั่วโมง

คำถามเกี่ยวกับแปลงไฟล์เสียง เป็น MP3

ควรเลือกรูปแบบไหน แล้ว 128k / 192k / 320k ต่างกันแค่ไหน?

ถ้าไม่แน่ใจให้เลือก MP3 192 kbps เพราะเปิดได้กับทุกเครื่องในโลกและฟังเพลงทั่วไป แทบแยกไม่ออกจากต้นฉบับ ส่วนตัวเลข kbps คือ “ปริมาณข้อมูลเสียงต่อวินาที” 128k ให้ไฟล์เล็กที่สุด เหมาะกับเสียงพูด พอดแคสต์ ไฟล์เรียนออนไลน์ และไฟล์ที่ต้องส่งทางไลน์ 192k คือจุดสมดุลที่คนส่วนใหญ่ควรใช้ ส่วน 320k คมที่สุดเท่าที่ MP3 ทำได้แต่ไฟล์ใหญ่ขึ้นราวเท่าตัว และหูคนทั่วไปแทบไม่ได้ยินความต่างจาก 192k เมื่อฟังผ่านหูฟังหรือลำโพงทั่วไป เลือก M4A ถ้าจะใช้กับ iPhone หรือ iTunes เป็นหลัก เลือก WAV ถ้าจะเอาเข้าโปรแกรมตัดต่อ และเลือก FLAC ถ้าต้องการเก็บสะสมโดยไม่ยอมเสียคุณภาพแม้แต่นิดเดียว

แปลง MP3 เป็น WAV หรือ FLAC แล้วเสียงจะดีขึ้นไหม?

ไม่ดีขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว และนี่คือความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดเรื่องไฟล์เสียง MP3 บีบอัดโดย “ทิ้ง” รายละเอียดบางส่วนไปอย่างถาวรตั้งแต่ตอนสร้างไฟล์ การแปลงกลับเป็น WAV หรือ FLAC ได้แค่กางเสียงเท่าที่เหลืออยู่ให้กินที่มากขึ้นเท่านั้น ไฟล์จะใหญ่ขึ้นราว 7-10 เท่าโดยที่หูไม่ได้ยินอะไรเพิ่มขึ้นเลย ที่ควรแปลงเป็น WAV จริง ๆ มีกรณีเดียวคือจะเอาไปเข้าโปรแกรมตัดต่อวิดีโอหรือทำเพลง ซึ่งทำงานกับเสียงดิบได้ลื่นกว่า ในทางกลับกัน ถ้าต้นทางเป็น WAV หรือ FLAC อยู่แล้ว การแปลงเป็น MP3 จะช่วยให้ไฟล์เล็กลงมากโดยที่ฟังแทบไม่ต่าง

ทำไมแต่ละรูปแบบรับไฟล์ยาวไม่เท่ากัน?

เพราะคอขวดของแต่ละรูปแบบคนละเรื่องกัน เราวัดบนเซิร์ฟเวอร์จริงแล้วตั้งเพดานตามตัวเลขที่วัดได้ ไม่ได้ตั้งลอย ๆ MP3 และ OGG เข้ารหัสเร็ว ไฟล์ยาว 60 นาทีก็เสร็จในราวหนึ่งถึงสองนาที เราจึงรับได้ถึง 60 นาที ส่วน M4A ใช้ตัวเข้ารหัส AAC ที่ช้ากว่า MP3 กว่าเท่าตัว จึงจำกัดที่ 30 นาทีเพื่อไม่ให้งานเดียวยึดคิวจนคนอื่นรอนาน ส่วน FLAC (30 นาที) และ WAV (20 นาที) ไม่ได้ติดที่ความเร็วแต่ติดที่ขนาดไฟล์ผลลัพธ์ WAV กินราว 10MB ต่อนาที ไฟล์ยาว 1 ชั่วโมงจะกลายเป็นไฟล์ 600MB ที่คุณต้องดาวน์โหลดกลับ ซึ่งไม่คุ้มกับใครเลยโดยเฉพาะคนที่ใช้มือถือ ถ้าไฟล์ยาวเกินเพดาน ให้ตัดเป็นท่อนก่อน ด้วยเครื่องมือตัดเสียง แล้วค่อยแปลงทีละท่อน

ลากไฟล์วิดีโอมาแปลงได้ไหม แล้วไฟล์ปลอดภัยแค่ไหน?

ได้ อัปคลิป MP4, MOV, MKV, WEBM, AVI หรือ 3GP เข้ามาได้เลย ระบบจะตัดภาพทิ้ง แล้วเข้ารหัสเฉพาะเสียงให้ตามรูปแบบที่เลือก ถ้าไฟล์ที่อัปมาไม่มีเสียงอยู่จริง ระบบจะบอกตรง ๆ ว่าไฟล์นี้ไม่มีเสียงแทนที่จะปล่อยให้ล้มด้วยข้อความที่อ่านไม่รู้เรื่อง และถ้าไฟล์เพลงของคุณมีภาพปกอัลบั้มฝังอยู่ ระบบจะไม่เอาปกไปยัดในไฟล์ผลลัพธ์ เพราะเป็นสาเหตุคลาสสิกที่ทำให้ไฟล์เสียงเปิดไม่ขึ้นในเครื่องเล่นบางรุ่น ด้านความปลอดภัย ทั้งไฟล์ต้นฉบับและไฟล์ผลลัพธ์ถูกลบอัตโนมัติภายใน 1 ชั่วโมง และไม่มีมนุษย์เข้าถึงไฟล์ของคุณ

เครื่องมือใกล้เคียง

บอกเราได้

เจอปัญหา หรืออยากได้อะไรเพิ่ม? บอกได้ตรงนี้เลย ไม่ต้องออกจากหน้านี้ไปหาอีเมล

ต้องเข้าสู่ระบบก่อนถึงจะส่งได้ — เพื่อให้เรารู้ว่าใครเจอปัญหา และกันข้อความอัตโนมัติโดยไม่ต้องให้คุณมานั่งพิสูจน์ว่าไม่ใช่บอท เข้าสู่ระบบ