คลิปเสียงเบาจนคนดูต้องเร่งเอง ดันให้ดังพอดีตามมาตรฐานยูทูบ หรือปรับหลายไฟล์ให้ดังเท่ากัน — ทำในเครื่องคุณเอง
สมัครฟรีในไม่ถึงนาที ไม่ต้องใส่บัตรเครดิต — แล้วใช้ได้ทั้ง 196 เครื่องมือ
ทุกบัญชีได้เครดิตฟรีวันละ 5 สะสมได้ถึง 15 · งานละ 1 เครดิต
ใส่ข้อมูล พิมพ์หรือวางลงในช่อง — ไม่ต้องอัปโหลด ไม่ต้องรอคิว
เห็นผลทันที ผลลัพธ์อัปเดตตอนพิมพ์ เพราะคำนวณในเครื่องคุณเอง
คัดลอกไปใช้ กดคัดลอกแล้ววางต่อได้เลย ปิดหน้าเว็บแล้วข้อมูลหายไปพร้อมกัน
อยากพิสูจน์เอง? ปิด Wi-Fi หรือถอดสายเน็ต แล้วลองใช้เครื่องมือนี้ดู — มันยังทำงานได้ตามปกติ เพราะไม่มีอะไรต้องส่งไปไหน · ส่วนการเปิดหน้านี้ใหม่ตอนไม่มีเน็ตมีเงื่อนไขอยู่ ไม่ได้ได้ทุกกรณี
ถ้าคลิปจะลงยูทูบ ติ๊กต๊อก หรือสปอทิฟาย ให้ใช้ -14 LUFS เพราะแพลตฟอร์มกลุ่มนี้ จะปรับความดังของทุกคลิปให้เท่ากันเองอยู่แล้ว คลิปที่ดังเกินไปจะถูก “หรี่ลง” ซึ่งทำให้เสียงแบนและเสียรายละเอียดฟรี ๆ ส่วนคลิปที่เบากว่าเป้ามักไม่ถูกดันขึ้นให้ จึงเสียเปรียบชัดเจน ถ้าเป็นพอดแคสต์หรือคลิปสอนที่เป็นเสียงพูดล้วนให้ใช้ -16 LUFS และถ้าเป็นงานส่งสถานีโทรทัศน์หรือวิทยุให้ใช้ -23 LUFS ตามมาตรฐาน EBU R128 ส่วนโหมด “ยอดคลื่นสูงสุด -1 dBFS” เหมาะกับตอนที่แค่อยากได้ดังที่สุดเท่าที่ไฟล์นี้ทำได้
เปอร์เซ็นต์กับเดซิเบลบอกแค่ว่า “คูณคลื่นเสียงด้วยเท่าไร” ส่วน LUFS คือความดัง ที่หูคนรู้สึกจริง ซึ่งคำนวณโดยถ่วงน้ำหนักย่านความถี่ตามการได้ยินของคน และตัดช่วงเงียบทิ้งก่อนเฉลี่ย จุดนี้สำคัญมากกับเสียงพูด เพราะระหว่างประโยคมีความเงียบเยอะ ถ้าเอาความเงียบมาเฉลี่ยด้วยจะได้ค่าที่ต่ำกว่าความจริง แล้วระบบจะดันเสียงขึ้นเกิน จนเสียงซ่าและลมหายใจลอยขึ้นมาดังลั่น เครื่องมือนี้จึงวัดตามมาตรฐาน ITU-R BS.1770 ที่มีประตูคัดช่วงเงียบสองชั้น ไม่ใช่การเฉลี่ยพลังงานดิบ ๆ
เพราะยอดคลื่นของไฟล์นั้นสูงอยู่แล้ว ถ้าคูณต่อไปคลื่นจะทะลุขีดสูงสุดของไฟล์เสียง (0 dBFS) แล้วยอดคลื่นจะถูกตัดหัวทิ้ง กลายเป็นเสียงแตกที่กู้กลับไม่ได้ ระบบจึงจำกัดตัวคูณไว้ที่ระดับที่ยอดคลื่นสูงสุดยังไม่ทะลุ แล้วบอกคุณตรง ๆ ว่ายังห่างเป้าหมายอีกกี่เดซิเบล อาการนี้แปลว่าไฟล์ต้นฉบับมีช่วงดังโดดขึ้นมาเป็นบางจุด (เช่นเสียงกระแทกโต๊ะ เสียง “ป” “ต”) ทางแก้ที่ได้ผลจริงคืออัดใหม่โดยห่างไมค์ให้พอดี หรือใช้ลิมิตเตอร์ในโปรแกรมตัดต่อ ซึ่งเราตั้งใจไม่ทำให้ เพราะการบีบไดนามิกจะเปลี่ยนบุคลิกเสียงต้นฉบับโดยที่คุณไม่ได้สั่ง
เพราะเบราว์เซอร์ไม่มีตัวเข้ารหัส MP3 ติดมาในตัว (เป็นข้อจำกัดของตัวเบราว์เซอร์เอง ไม่ใช่ของเว็บนี้) เครื่องมือที่ทำงานในเครื่องคุณล้วน ๆ จึงบันทึกเป็น MP3 ให้ตรง ๆ ไม่ได้ WAV เป็นเสียงดิบไม่บีบอัด ไฟล์จึงใหญ่กว่า MP3 ราวสิบเท่า แต่ข้อดีคือไม่ถูกบีบอัดซ้ำจนคุณภาพลดลงอีกชั้น ถ้าจะเอาไปใส่โปรแกรมตัดต่อ WAV คือรูปแบบที่โปรแกรมตัดต่อชอบที่สุดอยู่แล้ว แต่ถ้าต้องการ MP3 จริง ๆ ให้เอาไฟล์ WAV นี้ไปแปลงต่อด้วยโปรแกรมบนเครื่องอีกทีเดียว
ต้องเข้าสู่ระบบก่อนถึงจะส่งได้ — เพื่อให้เรารู้ว่าใครเจอปัญหา และกันข้อความอัตโนมัติโดยไม่ต้องให้คุณมานั่งพิสูจน์ว่าไม่ใช่บอท เข้าสู่ระบบ